ราชอาณาจักรภูฏานเป็นดินแดนเล็กๆ ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาทางใต้ของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งคั่นระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนทางตอนเหนือและสาธารณรัฐอินเดียทางตอนใต้ มีพื้นที่ทั้งหมด 38,394 ตารางกิโลเมตร และประชากรโดยประมาณ 735,553 คน (จากผลการสำรวจเมื่อปี 2017) ประเทศนี้มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขทางฝ่ายฆราวาส และสมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประมุขทางฝ่ายสงฆ์ และมีนายกรัฐมนตรี คณะทำงานทางการเมืองและทางทหาร ภูฏานถือเป็นอาณาจักรแห่งพุทธศาสนานิกายมหายานในยุคสุดท้าย เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมและการรักษาสภาพแวดล้อมอันบริสุทธิ์ของมวลมนุษยชาติ ประเพณีเก่าแก่ หรือแม้แต่วัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์ มีความสุข และมีชีวิตชีวา สืบเนื่องยาวนานมาหลายศตวรรษ

นักท่องเที่ยวต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า ภูฏานคือดินแดนสวิตเซอร์แลนด์ในแถบทวีปเอเชีย”

สภาพภูมิอากาศในประเทศภูฏาน

ภูมิอากาศในภูฏานมีความหลากหลายอย่างมาก โดยมีปัจจัยหลักสองประการ คือ ความแตกต่างของความสูงที่มีอยู่ในประเทศเองและอิทธิพลของมรสุมอินเดียเหนือ

  • ภูฏานตอนเหนือ จะมีสภาพอากาศที่เย็นกว่าในช่วงฤดูหนาวของทุกๆ ภาค เนื่องจากยอดเขาปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดปี และส่วนล่างยังคงเย็นในฤดูร้อนเนื่องจากมีภูมิประเทศค่อนข้างสูง
  • ภูฏานตอนกลาง ประกอบด้วยป่าเขตร้อนและป่าผลัดใบทำให้มีสภาพภูมิอากาศเป็นทั้งแบบร้อนและหนาว ที่ซึ่งมีความอบอุ่นและแห้งแล้ง
  • ภูฏานตอนใต้ มีภูมิอากาศแบบกึ่งร้อนชื้นและร้อนชื้นซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปี อุณหภูมิอาจแตกต่างกันระหว่าง 15-30 องศาเซลเซียส หรือ 59-86 องศาฟาเรนไฮต์

ประเทศภูฏาน แบ่งออกเป็น 4 ฤดูกาล ได้แก่

  • ฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนของภูฏานจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และจะมีฝนตกเล็กน้อยตั้งแต่กลางเดือนเมษายนไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายน
  • ฤดูฝนของภูฏานจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนกันยายน อิทธิพลจากมรสุมฤดูร้อนของอินเดีย ซึ่งเป็นมรสุมตามแนวชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ของภูฏาน และจะมีฝนตกชุกในบริเวณชายแดนภาคใต้ของภูฏาน ซึ่งปริมาณน้ำฝนร้อนละ 60-90 จะตกในภาคตะวันตกของภูฏาน (เมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด) ส่วนชายแดนทางเหนือที่มีพรมแดนติดทิเบต ภูมิภาคนี้มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 40 มิลลิเมตรต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นหิมะ ในเขตภาคกลางมีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,000 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนในบริเวณที่มีความร้อนชื้นสูง เช่น ป่าเขตร้อนและทุ่งหญ้าสะวันนาจะมีปริมาณน้ำฝนประมาณ 7,800 มิลลิเมตรต่อปี
  • ฤดูใบไม้ร่วงของภูฏานจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวมากที่สุด ทุกวันในภูฏานจะเป็นวันที่สดใส แดดจัด และเริ่มมีหิมะแรกของปีปรากฎบนยอดเขาสูง
  • ฤดูหนาวของภูฏานจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม ยอดเขาลูกต่างๆ ที่มีระดับความสูงมากกว่า 3,000 เมตร จะถูกปกคลุมด้วยหิมะ ในฤดูนี้ถูกอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือแผ่ลมพายุที่เกรี้ยวกราดจากระดับความสูงผ่านยังภูเขาสูงทำให้ภูฏานได้ชื่อว่า ดรุ๊กยูล (Drukyul) ซึ่งในภาษาพื้นเมืองหมายถึง ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า
อุณหภูมิถูกบันทึกจากพื้นหุบเขา ซึ่งจะมีความแตกต่างอย่างมากจากตัวเลขที่บันทึกไว้บนพื้นที่สูง

ประวัติศาสตร์ภูฏาน (โดยย่อ)

แต่เดิมดินแดนนี้มีชื่อเรียกที่หลากหลาย เช่น หลอจง (หุบเขาทางใต้) หลอมนคาชิ (เมืองทางใต้) หลอจงเมนจง (หุบเขาแห่งสมุนไพร) หลอมนเชนเดนจง (หุบเขาทางใต้ของแซนเดิลวู๊ดโกร) โดยคำว่ามนเป็นคำที่ชาวทิเบตมักใช้เรียกกลุ่มคนมองโกลอยด์ที่ไม่ใช่ชาวพุทธและมีถิ่นที่อยู่อาศัยทางตอนใต้ของแนวเทือกเขาหิมาลัย
หลังจากนั้น ในช่วงศตวรรษที่ 17 ดินแดนนี้เป็นที่รู้จักในนามของ ดรุ๊กยุล หรือ ดินแดนแห่งดรุ๊กพาส โดยมีคำพ้องมาจากศาสนาพุทธนิกายดรุ๊กพา ที่มีความโดดเด่นมากในแถบนี้ ซึ่งแต่เดิม ศาสนาพุทธเริ่มแรกในทิเบต ถูกเรียกว่า บอนิซึ่ม และได้ถูกผู้คนนำมาปฏิบัตินับถือจนกำเนิดเกิดเป็นดินแดนภูฏานตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์ทิเบต ที่มีชื่อว่า ซองเตนกัมโพ และพระอาจารย์ที่มีผู้คนศรัทธาเป็นอย่างมาก นามว่า กูรูริมโพเช
ดินแดนได้ถูกรวบรวมขึ้้นเป็นครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 17 โดยท่านซับดรุงงาวังนัมเกล ท่านเดินทางจากทิเบตสู่ภูฏาน และช่วยชาวภูฏานผนึกกำลังเพื่อเอาชนะการรุกรานจากทิเบตถึงสามครั้ง จากนั้นท่านได้สร้างระบบกฎหมายและธรรมาภิบาลต่างๆ แต่ถึงกระนั้น ระบบการปกครองของท่านกลับถูกละเลยหลังจากที่ท่านสวรรคตไปแล้ว ทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองระหว่างผู้นำท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคของประเทศ จนกระทั่งท่านทรองซาเปนลบอุ๊กเย็นวังชุกสามารถนำความสงบสุขร่มเย็นมาสู่ประเทศภูฏานได้อีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและมอบหน้าที่อันใหญ่หลวงในการเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏานเป็นครั้งแรกในปี พ. ศ. 2450 และท่านยังเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์กษัตริย์ภูฏานจวบจนปัจจุบัน
ในปี พ.ศ. 2551 ราชอาณาจักรภูฏานได้กำหนดให้มีตรารัฐธรรมนูญและเปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเพื่อปกป้องสิทธิของพลเมืองภูฏาน ต่อมาในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเข้าพระราชพิธีราชาภิเษกภายในพระราชวังทาชิโชซอง ในเมืองทิมพู โดยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงเป็นผู้ประกอบพระราชพิธี และพระราชทานมงกุฎไหมสีแดงดำแด่พระองค์ ทั้งนี้พระองค์ได้สืบบัลลังก์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุกด้วยพระชนมพรรษาเพียง 28 พรรษา จากนั้นจึงมีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน จัดขึ้น ณ มณฑลพูนาคา ประเทศภูฏาน และทรงมีพระราชโอรส 1 พระองค์คือ เจ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก

สัญลักษณ์ประจำประเทศภูฏาน

ธงชาติภูฏาน ท่านมายุม โชยิง วังโม โดร์จี ได้คิดประดิษฐ์ธงชาติภูฏานขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1947 และในปี ค.ศ. 1956 ก็ได้ปรับเปลี่ยนธงใหม่จนมีรูปลักษณ์ดังเช่นในปัจจุบัน

ธงชาติภูฏาน
  • สีเหลือง ครึ่งบนของธงชาติ หมายถึง อำนาจของพระมหากษัตริย์ เป็นสีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรม
  • สีส้ม ครึ่งล่างของธงชาติ หมายถึง การปฏิบัติธรรมและความเลื่อมใสและศรัทธาของชาวภูฏานที่มีต่อศาสนาพุทธ
  • มังกรที่อยู่ตรงกลางของธงชาติ หมายถึง ประเทศดรุกยุล มีความหมายว่าดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ตัวมังกรมีสีขาวบริสุทธิ์ อันเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของคนทุกเชื้อชาติ ทุกภาษาที่อยู่ในประเทศ ท่าทีที่มังกรกำลังอ้าปากคำรามนั้น แสดงออกถึงความมีอำนาจน่าเกรงขามของเหล่าพระผู้เป็นเจ้าทั้งชายและหญิงที่ปกป้องภูฏาน

ตราแผ่นดินภูฏาน เป็นรูปวงกลม ทำเป็นรูปดอกบัวรองรับวัชระและดวงแก้ว สองข้างขนาบด้วยมังกรสองตัว วัชระเป็นสัญลักษณ์แทนสมดุลทางอำนาจระหว่างศาสนจักรและอาณาจักร ซึ่งอุบัติขึ้นได้เพราะมีพุทธศาสนาสายวัชรยานคอยค้ำจุน ดอกบัวเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ดีงาม ดวงแก้ว หมายถึงพระราชอำนาจอันเปี่ยมล้นของพระมหากษัตริย์ มังกรคู่ (ตัวผู้กับตัวเมีย) เป็นที่มาของชื่อดรุ๊กยุล (แผ่นดินมังกรสายฟ้า) ซึ่งเป็นชื่อของประเทศภูฏานในภาษาซงคา

ตราแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

วัฒนธรรมของชาวภูฏาน เช่น การแข่งขันธนู เป็นการแข่งขันกีฬาที่สำคัญของชาวภูฏาน

กีฬายิงธนู กีฬาของภูฏาน

เครื่องแต่งกายประจำชาติ พระมหากษัตริย์จะผ้าผืนใหญ่พันองค์ ซึ่งผ้าพันกายนี้เป็นธรรมเนียมของบุรุษภูฏาน เพื่อแสดงถึงตำแหน่งฐานะ เช่นว่า ผ้าสีขาวมีขอบจะเป็นของสามัญชน ผู้พิพากษาจะพันด้วยผ้าสีเขียว สำหรับองค์พระมหากษัตริย์ทรงใช้สีส้มเหลือง เช่นเดียวกันกับพระสังฆราชาแห่งรัฐ ภาษาประจำชาติ คือภาษาฌงฆะ ซึ่งแต่เดิมเป็นภาษาท้องถิ่นแถบตะวันตกของภูฏาน ต่อมาได้กลายเป็นภาษาประจำชาติ เครื่องแต่งกายประจำชาติ ผู้ชาย เรียกว่า โฆ (Kho) ส่วนของผู้หญิง เรียกว่า ฆีระ (Khira)

การแต่งกายชุดประจำชาติภูฏาน

ภาษาประจำชาติ คือ ภาษาซองคา หรือ ฌงฆะ (Dzongkha) ซึ่งแต่เดิมเป็นภาษาท้องถิ่นแถบตะวันตกของภูฏาน ต่อมาได้กลายเป็นภาษาประจำชาติ เขียนด้วยอักษรทิเบต นอกจากนั้นมีการใช้ภาษาถิ่นที่ต่างไปในแต่ละพื้นที่ ภาษาของชาวภูฏานคล้ายภาษาทิเบตชาวเนปาลทางภาคใต้พูดภาษาเนปาลี ทางตะวันออกพูดภาษาชาชฮอป ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ทั่วไป

ตัวอักษรในภาษาภูฏาน

วันชาติคือวันที่ 17 ธันวาคม (พ.ศ. 2450 หรือ ค.ศ. 1907) ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาสมเด็จพระราชาธิบดี Ugyen Wangchuck ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกของภูฏาน ณ ป้อมปราการพูนาคา

ประชาชนชาวภูฏานนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน (ตันตรยาน หรือบ้างก็เรียกว่า วัชรยาน) 75% ศาสนาฮินดู 24% ศาสนาอิสลาม 0.7% และ ศาสนาคริสต์ 0.3% มีจำนวนพระสงฆ์ราว 6,000 องค์ ซึ่งรัฐถวายความอุปการะจัดหาสิ่งของจำเป็นพื้นฐานหรือปัจจัยสี่ แต่ท่านก็สามารถที่จะหารายได้พิเศษจากการทำพิธีทางศาสนา ทั้งภายในวัดหรือไปตามกิจนิมนต์ที่บ้าน ท่านมีความเคร่งครัดไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา หากทว่าฉันมื้อเย็นได้ ซึ่งต่างจากพระในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีสงฆ์อีกราว 3,000 องค์ ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของรัฐ แต่มีเอกชนเป็นอุปัฏฐาก

สัตว์ประจำชาติภูฏาน : ทาคิน (Burdorcas taxicolor) เป็นสัตว์ที่หายาก เพราะมีอยู่ในดินแดนภูฏานเพียงแห่งเดียว และอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ เป็นสัตว์ตีนกีบใหญ่และแข็งแรง เหมาะกับการเดินลุยหิมะได้อย่างสะดวกสบาย มีลักษณะคล้ายวัวผสมแพะตัวใหญ่ มีเขา ขนตามตัวมีสีดำ มีน้ำหนักตัวราว 250 กิโลกรัม มักจะอาศัยอยู่กันเป็นฝูงในป่าโปร่ง บนความสูงกว่า 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป เป็นสัตว์กินหญ้า เคลื่อนไหวค่อนข้างช้า รอ่นเร่หากินอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 ฟุต ขึ้นไป พบในภูฏาน ทิเบต และทางตะวันออกของจีน ชอบกินไม้ไผ่เป็นอาหาร
ทาคิน เป็นสัตว์ในตำนานประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนามหายานในภูฏาน มีเรื่องเล่าว่า ลามะจากทิเบตองค์หนึ่ง ชื่อว่า ดรุกปา คุนจี มีฉายาว่า “เทพเจ้าผู้บ้าคลั่ง” เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาตันตรยานในภูฏานในศตวรรษที่ 15 ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ จนชาวภูฏานถึงกับตกตะลึงมาแล้ว ต่อมา พระลามะองค์นี้ได้สั่งให้ชาวภูฏานนำวัวตัวหนึ่งกับแพะตัวหนึ่งมาถวายเป็ฯอาหารกลางวัน ลามะท่านนี้กินวัวกับแพะจนเหลือแต่กระดูก แล้วก็หิ้วหัวแพะไปต่อกับโครงกระดูกวัว จากนั้นก็ดีดนิ้วเปาะหนึ่ง พริบตานั้น หัวแพะกับโครงกระดูกวัวนั้น กลายเป็นสัตว์มีนามว่า “ทาคิน” จนกลายเป็นที่เลื่องลือในยุคนั้น และจึงกลายเป็นสัตว์ประจำชาติภูฏานมาจนถึงทุกวันนี้

ต้นไม้ประจำชาติภูฏาน คือ ต้นสนไซปรัส นิยมปลูกอยู่ตามวัดต่างๆ จำนวนมาก เพราะต้นสนไซปรัส เป็นต้นไม้ที่มีลำต้นตรงดูสง่างาม เข้มแข็งแต่อ่อนน้อม และเป็นต้นไม้ที่เจริญงอกงามได้ทุกสภาพอากาศ ชาวภูฏานได้ชื่อว่าซื่อตรงและแข็งแกร่งเฉกเช่นเดียวกับสนไซปรัส ที่ยืนหยัดและงอกงามได้แม้ในดินที่หาความอุดมสมบูรณ์ไม่ได้เลย

ดอกไม้ประจำชาติภูฏาน คือ ดอกป๊อปปี้สีฟ้า เป็นดอกไม้ป่าที่พบตามเขตภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไป ออกดอกปีละครั้งตอนต้นฤดูมรสุม (ระหว่างปลายเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม) เมื่อออกดอกให้เมล็ดแล้วต้นจะตายไป เมล็ดดอกป๊อปปี้สีฟ้ามีน้ำมันมาก ถิ่นที่พบอยู่ในบริเวณทิศตะวันออกของภูฏานไปจนทิศตะวันตกของภูฏาน

นกประจำชาติภูฏาน คือ นกราเวน (Corvus corax) ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลอีกา มีขนสีดำขลับ และใช้เป็นเครื่องประดับพระมาลาของพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้นกราเวนยังเป็นตัวแทนของเทพกมโป จาโรดนเซ้น (ท้าวมหากาฬภาคมีเศียรเป็นอีกา) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทพผู้ปกปักรักษาภูฏานที่ทรงเห็นความสำคัญอย่างยิ่งอีกด้วย

อาหารประจำชาติภูฏาน จะเป็นอาหารพื้นบ้านเป็นอาหารเรียบง่าย อาหารหลักเป็นทั้งข้าว บะหมี่ ข้าวโพด ยังนิยมเคี้ยวหมากอยู่ อาหารส่วนใหญ่ประกอบด้วยพริก ผักและมันหมู อาหารประจำชาติ คือ เอมาดาชิ (emadate) ซึ่งประกอบด้วยพริกสดกับซอสเนยต้มกับหัวไชเท้า มันหมูและหนังหมู ชาวภูฏานนิยมอาหารรสจัด เครื่องดื่มมักเป็นชาใส่นมหรือน้ำตาล ในฤดูหนาวนิยมดื่มเหล้าหมักที่ผสมข้าวและไข่ ไม่นิยมสูบบุหรี่ นอกจากนั้นมีอาหารจากทิเบต เข่นซาลาเปาไส้เนื้อ ชาใส่เนยและเกลือ และอาหารแบบเนปาลในภาคใต้ที่กินข้าวเป็นหลัก

Where is Bhutan?

The Kingdom of Bhutan is a small landlocked country located in the southern foothills of the Himalayan mountain range, sandwiched between the People’s Republic of China in the north and the Republic of India in the south.
It is a sovereign nation, with a total land area of 38,394 km² and a total population of 735,553 (2017).
Where is Bhutan?

Climate & Weather

The climate in Bhutan is extremely varied, which can be attributed to two main factors-the vast differences in altitude present in the country and the influence of North Indian monsoons.

Climatic Zones of Bhutan
Southern Bhutan has a hot and humid subtropical climate that is fairly unchanging throughout the year. Temperatures can vary between 15-30 degrees Celsius (59- 86 degrees Fahrenheit). In the Central parts of the country which consists of temperate and deciduous forests, the climate is more seasonal with warm summers and cool and dry winters. In the far Northern reaches of the kingdom, the weather is much colder during winter. Mountain peaks are perpetually covered in snow and lower parts are still cool in summer owing to the high altitude terrain. 

Seasons
Bhutan has four distinct seasons in a year.
The Indian summer monsoon begins from late-June through July to late-September and is mostly confined to the southern border region of Bhutan. These rains bring between 60 and 90 percent of the western region’s rainfall. Annual precipitation ranges widely in various parts of the country. In the Northern border towards Tibet, the region gets about forty millimeters of precipitation a year which is primarily snow. In the temperate central regions, a yearly average of around 1,000 millimeters is more common, and 7,800 millimeters per year has been registered at some locations in the humid, subtropical south, ensuring the thick tropical forest, or savanna. 
Bhutan’s generally dry spring starts in early March and lasts until mid-April. Summer weather commences in mid-April with occasional showers and continues to late June. The heavier summer rains last from late June through late September which are more monsoonal along the southwest border. 
Autumn, from late September or early October to late November, follows the rainy season. It is characterized by bright, sunny days and some early snowfalls at higher elevations. 
From late November until March, winter sets in, with frost throughout much of the country and snowfall common above elevations of 3,000 meters. The winter northeast monsoon brings gale-force winds at the highest altitudes through high mountain passes, giving Bhutan its name – Drukyul, which means Land of the Thunder Dragon in Dzongkha (the native language). 

History & Myths

The country was originally known by many names including Lho Jong, ‘The Valleys of the South’, Lho Mon Kha Shi, ‘The Southern Mon Country of Four Approaches’, Lho Jong Men Jong, ‘The Southern Valleys of Medicinal Herbs and Lho Mon Tsenden Jong, ‘The Southern Mon Valleys where Sandlewood Grows’. Mon was a term used by the Tibetans to refer to Mongoloid, non-Buddhist peoples that populated the Southern Himalayas.
The country came to be known as Druk Yul or The Land of the Drukpas sometime in the 17th century. The name refers to the Drukpa sect of Buddhism that has been the dominant religion in the region since that period.
Initially Bonism (a pre-buddhist religion of Tibet) , was the dominant religion in the region that would come to be known as Bhutan. Buddhism was introduced in the 7th century by the Tibetan King Songtsen Gampo and was further strengthened by the arrival of Guru Rimpoche, a Buddhist Master that is widely considered to be the Second Buddha.
The country was first unified in 17th century by Zhabdrung Ngawang Namgyel. After arriving in Bhutan from Tibet he consolidated his power, defeated three Tibetan invasions and established a comprehensive system of law and governance. His system of rule eroded after his death and the country fell into in-fighting and civil war between the various local rulers. This continued until the Trongsa Penlop Ugyen Wangchuck was able to gain control and with the support of the people to establish himself as Bhutan’s first hereditary King in 1907. His Majesty Ugyen Wangchuck became the first Druk Gyalpo (Dragon King) and set up the Wangchuck Dynasty that still rules today.
In 2008 Bhutan enacted its Constitution and converted to a democracy in order to better safeguard the rights of its citizens. Later in November of the same year, the current reigning 5th Druk Gyalpo Jigme Khesar Namgyel Wangchuck was crowned.

National Symbols

Bhutan has a set of its unique national symbols. Please see the national symbols of Bhutan below.

NATIONAL FLAG
The National flag is divided diagonally into two equal halves.
The upper yellow half signifies the secular power and authority of the king while the lower.saffron-orange symbolizes the practice of religion and the power of Buddhism, manifested in the tradition of Drukpa Kagyu. The dragon signifies the name and the purity of the country while the jewels in its jeweled claws stand for the wealth and perfection of the country.

NATIONAL SPORT
The national sport is the Archery (Dha). The bow and arrow play a significant role in.many Bhutanese myths and legends; images of the gods holding a bow and arrows are considered especially favorable.
Archery was declared the national sport in 1971 when Bhutan became a member of.the United Nations. Bhutan also maintains an Olympic archery team. Archery tournaments and competitions are held throughout the country. Archery is played during religious and secular public holidays in Bhutan, local festivals (tsechu), between.public ministries and departments, and between the dzongkhag and the regional teams.

NATIONAL EMBLEM
The National Emblem of Bhutan is a circle that projects a double diamond thunderbolt placed above the lotus.
There is a jewel on all sides with two dragons on the vertical sides. The thunderbolts represent the harmony between secular and religious power while the lotus symbolizes purity. The jewel signifies the sovereign power while the two dragons (male and female) represent the name of the country DrukYul or the Land of the Dragon.

NATIONAL BIRD
The national bird is the raven. It adorns the royal crown. The raven represents the deity Gonpo Jarodongchen (raven headed Mahakala), one of the chief guardian deities of Bhutan.

NATIONAL ANIMAL
The national animal is the Takin (Burdorcas.taxicolor) that is associated with religious history and mythology. It is a very rare mammal with a thick neck and short muscular legs. It lives in groups and is found above 4000 meters on.the north- western and far north eastern parts of the country. They feed on bamboo. The adult Takin can weigh over 200 kgs.

NATIONAL FLOWER
The national flower is the Blue Poppy (Meconopsis Grandis).
It is a delicate blue or purple tinged blossom with a white filament. It grows to a height of 1 meter, and is found above the tree line (3500-4500 meters) on rocky mountain terrain. It was discovered in 1933 by a British Botanist, George Sherriff in a remote part of Sakteng in eastern Bhutan.

NATIONAL TREE
The national tree is the cypress (Cupressus torolusa).
Cypresses are found in abundance and one may notice large cypresses near temples and monasteries. This tree is found in the temperate climate zone, between 1800 and 3500 m. Its capacity to survive on rugged harsh terrain is compared to bravery and simplicity.

Traditions & Culture

While Bhutan is one of the smallest countries in the world, its cultural diversity and richness are profound.
As such, strong emphasis is laid on the promotion and preservation of its unique culture. By protecting and nurturing Bhutan’s living culture it is believed that it will help guard the sovereignty of the nation.

EATING HABITS
Traditional Bhutanese eating habits are simple and, in general, food is eaten with hands. Family members eat while sitting cross legged on the wooden floor with food first being served to the head of the household first.
It is usually women who serve the food and in most cases, the mother. Before eating, a short prayer is offered and a small morsel placed on the floor as an offering to the local spirits and deities. With modernization, eating habits have changed and in urban areas, people usually eat with cutlery whilst seated at a regular dining table.
Traditionally dishes were cooked in earthenware, but with the easy availability of modern goods, pots and pans have largely replaced their use. A typical Bhutanese meal consists of rice, a dish of Ema Datshi, the country’s favourite dish of chili and cheese, pork, beef curry or lentils.

FUNERAL
Death signifies re-birth or a mere passing on to a new life. In keeping with the traditions, elaborate rituals are performed to ensure a safe passage and a good rebirth.
The 7th, 14th, 21st and 49th days after a person’s death are considered especially important and are recognized by erecting prayer flags in the name of the deceased and performing specific religious rituals. While the deceased are normally cremated, funerary practices vary in few cases. In some parts of the country, people typically bury their dead while in some, they carry out ‘Sky Burials’, a process in which the deceased are prepared and left atop mountains to be devoured by vultures in a final act of compassion and generosity. Elaborate and ancient rituals are also conducted on the anniversary of the death with the erection of prayer flags. The relatives and people of the locality come with alcohol, rice or other sundry items to attend such rituals.

BIRTH
The birth of a child is always welcomed. In Bhutan extended family and guests are discouraged from visiting during the first three days after the birth.
On the third day, a short purification ritual is performed after which visitors are welcomed to visit the new born and mother. Bhutanese value children as progenitors of the future and therefore do not discriminate on the sex of the child. Traditionally various gifts are offered ranging from dairy products to cloth and money.
The child is not immediately named; this responsibility is usually entrusted to the head lama (Buddhist priest) of the local temple. The mother and child will also receive blessings from the local deity (natal deity) and it was traditional that the name associated with the deity is given. In some cases, the child is given the name of the day on which the child is born. Based on the Bhutanese calendar, a horoscope is written based on the time and date of the birth, this will detail the various rituals to be performed at different times in the life of the child and to an extent predict his or her future.

MARRIAGE
Until just a few decades ago arranged marriages were common and many married among their relatives. In eastern Bhutan cross-cousin marriages were also once common, however, this practice is now becoming less common place among the literate masses and most marriages are based on the choice of the individuals.
Marriages are simple affairs and are usually kept low-key. However, elaborate rituals are performed for lasting unions between the bride and the bridegroom. As the religious ceremony comes to an end, parents, relatives and friends of the couple present the newlyweds with traditional offerings of scarves along with gifts in the form of cash and goods.
In the Western Bhutan, it was commonplace that the husband goes to live in his wife’s house after marriage while the practice in Eastern Bhutan is for the wife to move into the husband’s home. Of course, the newlyweds may also choose to live on their own. Divorce is also an accepted norm and carries no ignominy or disgrace within the country.

BHUTANESE DRESS
One of the most distinctive features of the Bhutanese is their traditional dress, unique garments that have evolved over thousands of years. Men wear the Gho, a knee-length robe somewhat resembling a kimono that is tied at the waist by a traditional belt known as Kera. The pouch which forms at the front traditionally was used for carrying food bowls and a small dagger. Today however it is more accustomed to carrying small articles such as wallets, mobile phones and Doma (beetle nut).
Women wear the Kira, a long, ankle-length dress accompanied by a light outer jacket known as a Tego with an inner layer known as a Wonju.
However, tribal and semi-nomadic people like the Bramis and Brokpas of eastern Bhutan generally wear clothing that differs from the rest of the Bhutanese population. The Brokpas and the Bramis both wear dresses woven either out of Yak or Sheep hair.
Bhutanese wear long scarves when visiting Dzongs and other administrative centers. The scarves worn vary in color, signifying the wearer’s status or rank. The scarf worn by men is known as Kabney while those worn by women are known as Rachus. .
The Rachu is hung over a woman’s shoulder and like the scarves worn by men, they too have specific rank associated with their color. Rachus are usually woven out of raw silk and embroidered with beautiful rich patterns.

ที่มา : https://www.bhutan.travel, Toursim Council of Bhutan, ผกานุช  บุตรอินทร์ (2541)

error: Content is protected !!