ครั้งแรกกับการเข้าโรงพยาบาลภูฏาน

จากไข้หวัดที่กวนใจคนเที่ยวอย่างเรามาสิบกว่าวัน วันนี้จะได้กลับบ้านแล้วนะ หวังว่าไข้คงหายขาด ทั้งคืนไม่ได้นอน ห้องอุ่นๆ กับเสียงฝนพรำที่ได้ยินตลอดคืน เช้านี้ อากาศน่าทึ่งของดินแดนมังกรสายฟ้าก็ปรากฏ หิมะขาวโพลน มองไปทางไหนก็เป็นสีขาวเทา เมฆมืดหม่น เต็มไปด้วยหิมะโปรยปราย ว้าว… นี่คือหิมะแรกของเมืองพาโร เมืองทางภาคตะวันตกของภูฏาน ที่ๆ เราอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณสองพันห้าร้อยเมตร ฉันโชคดีจัง การได้เห็นหิมะครั้งแรกมันช่างแสนวิเศษเหลือเกิน ยิ่งในดินแดนที่ฉันรักแล้ว ภูฏาน..หิมะที่ทิ้งช่วงมานานกว่าสองปีก็กลับมาอีกครั้ง

พยายามพาตัวเองออกจากที่นอนอุ่นๆ ทานยาพาราทุกหกชั่วโมง อาการดีขึ้นตามลำดับ แต่แม้กระนั้นก็พอจะพยุงตัวเองเก็บของลงกระเป๋าเดินทางใบโต๊โตไปได้พลางๆ หอบร่างอันบอบบางอาบน้ำอุ่นอย่างช้าๆ และลงไปทานข้าว ซึ่งทานได้เพียงข้าวต้มสองสามช้อนกับน้ำผึ้งหวานๆ เท่านั้น ประมาณแปดโมงนิดๆ รถเคลื่อนตัวออกจากที่พักมุ่งสู่สนามบินพาโรเพื่อบินกับเมืองไทย บ้านเกิดของฉัน ระหว่างทางเมืองทั้งเมืองสวยดั่งในนิทาน น่าประทับใจจัง หิมะลงค่อนข้างหนัก แม้จะรู้สึกลึกๆ ว่า เครื่องบินไฟต์ฉันดีเลย์แน่นอน สภาพอากาศแบบนี้ ฟ้าปิดขนาดนี้ นี่คงเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติเพียงไม่กี่ครั้งที่ประสบ ณ สนามบินเป็นแน่ ก่อนหน้านี้ เพื่อนภูฏานเคยเล่าให้ฟังว่าในวันที่สภาพอากาศไม่เหมาะแก่การบิน วันนั้นเค้ารอแล้วรอเล่า รอจนหมดวัน จนสายการบินประกาศเลื่อนไฟต์ไปวันถัดไป ทีมเราเองก็ไม่ได้อยากได้ยินแบบนั้น เพราะอยู่ภูฏานกันมาสิบสามวันแล้ว เกรงใจเพื่อนภูฏานที่คอยดูแลเรา พาเราเที่ยวหลากหลายที่ ต่างคนต่างมีหน้าที่การงาน มีนัดที่รอคอยอยู่ เราถึงสนามบินโดยสวัสดิภาพ ขอบคุณในความเป็นห่วงเป็นใยจากแลนด์ที่ภูฏาน เค้าบอกเราว่าจะรออยู่ข้างนอก จะรอจนกว่าพวกเราได้บินออกจากภูฏาน พวกเราตีตั๋วเข้าเช็คอิน ณ เค้าเตอร์ภูฏานแอร์ไลน์ เราเองได้ตั๋วบิสิเนสคลาส กะว่าจะเขียนรีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน ตั๋วนี้ไม่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติผิดหวัง เพราะนอกจากไม่ต้องต่อแถวเข้าคิวกับคนอื่น (ที่นั่งชั้นธุรกิจมีเพียง 12 ที่ ต่อ 1 เที่ยวบินเท่านั้น) เช็คอินได้เลย พนักงานช่วยขนกระเป๋าชั่งน้ำหนักอย่างเป็นกันเอง กระเป๋าใบโต๊โตที่ขนกี่ใบก็ได้ น้ำหนักสูงสุดที่ 40 กิโลกรัมต่อคน และยังมีแท็กกระเป๋าพิเศษว่าเราเป็นวีไอพีมาก กระเป๋าไม่หายชัวร์ บวกกับตั๋วผ่านพาสปอร์ตคอนโทลที่เมืองไทยแบบคิวพิเศษ (เป็นคนไทยไม่ต้องใช้งะ เพราะคิวคนไทยก็น้อยมากๆ สแกนผ่านปรู๊ดได้เลย) หลังจากเช็คอินเรียบร้อย เราเดินหิ้วสัมภาระติดตัวผ่านพาสปอร์ตคอนโทลภายในอาคารผู้โดยสารขาออกของภูฏาน และผ่านเครื่องสแกนกระเป๋าและร่างกาย ระยะทางไม่ถึง 100 เมตร จากนั้น จึงเดินขึ้นไปชั้น 2 เพื่อนั่่งเลาจ์พิเศษสำหรับตั๋วที่นั่งของสายการบิน ที่นั่งเบาะนุ่มๆ ขนม น้ำ เหล้า เบียร์พร้อมเสิร์ฟ รอแล้วรอเล่า ซักพักอาการไข้ก็กลับมา เราเริ่มนอนหนาวสั่น ขอผ้าห่มแต่ได้เสื้อโค๊ชคลุมของพนักงานมาแทน นั่งๆ นอนๆ ไปซักพัก คิดว่าไม่ไหวแล้วล่ะ มองไปข้างนอกหิมะก็ยังไม่หยุดตก เครื่องบินชั้นดีเลย์ยาวแน่ๆ จึงสอบถามสตาฟท์ว่าพอจะขอออกไปโรงพยาบาลได้มั้ย ไม่ไหวแล้ว ไข้กลับ ตัวร้อนจี๋ สตาฟท์น่ารักก็นำน้ำร้อนมาให้ ยังไม่ทันได้จิบ เรารีบโทรไปหาแลนด์ภูฏานที่รออยู่ร้านกาแฟของสนามบินทันที เค้าบอกเราว่ารถพร้อมแล้ว จะขอนำตัวออกไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยหามเราลงจากชั้น 2 ลงผ่านที่สแกนร่างกาย ไปยังประตูหน้า ทันใดนั้น แลนด์เราซึ่งเสมือนพี่ชายก็วิ่งเข้ามาดูอาการ พร้อมรถเข็นช่วยพยุงเราออกจากอาคารผู้โดยสารขาออกทันที ข้างนอกนั้นหนาวมาก หิมะยังคงตกหนัก และสภาพอากาศก็ไม่มีทีท่าว่าเราจะได้กลับเมืองกรุงเทพฯ แต่อย่างใด ถึงรถแล้ว เค้าห่อเราเป็นซูชิด้วยถุงนอนแสนจะอบอุ่น ขับรถจากสนามบินเข้าไปยังตัวเมืองพาโร เพื่อไปยังสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด นั่นก็คือโรงพยาบาลเมืองพาโร (Paro General Hospital) นั่นเอง ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินประมาณ 15 นาที เมื่อถึงโรงพยาบาล หิมะก็ตกหนักขึ้น พื้นเปียกไปหมด ทุกที่ขาวโพลน มันดูสวยนะ แต่ทันใดนั้น เมื่อประตูรถเปิด ความหนาวเย็น 8 องศาเซลเซียสก็แผ่เข้ามาทันที แลนด์ที่น่ารักช่วยพยุงเราขึ้นรถเข็นเข้าไปในโรงพยาบาล

ณ ห้องฉุกเฉิน มีแพทย์ประจำอยู่ท่านหนึ่ง เค้าถามเราว่าเป็นมากี่วันแล้ว ถามชื่อและประเทศเกิด ดูๆ อาการเราภายนอกหนาวสั่น คุณหมอให้อ้าปากดูคอ ก็ยังดีอยู่ พี่ชายแปลให้ฟังว่า หมอท่านบอกว่าเราทานน้ำน้อยไป (ไม่ให้ทานน้อยได้ไงละ ดื่มแค่นี้ก็ขอเข้าห้องน้ำทุกครึ่งชั่วโมงแล้วน้า) หมอจะให้ฉีดยา ทานยาตามที่หมอสั่ง และอย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆ ด้วยนะ เรายอมแต่โดยดี.. ไปคะ ไปห้องถัดไป เพื่อไปฉีดยาที่สะโพก (แค่นี้จิ้บๆ เพราะเคยโดนฉีดเมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยพี่สาวที่เป็นพยาบาลของเราเองฉีดให้ ตอนนั้ันเป็นผื่นทั้งตัว .. ไปงานแต่งพี่สาวเค้านั่นหล่ะ ให้เจ้าสาวฉีดยาให้กลางคืน เพื่อไปร่วมงานพิธีในตอนเช้า) คนภูฏานเค้าก้อคุยอะไรกันไม่รู้เนาะ พอเริ่มฉีด..ก็ดีนะ พยายามไม่เกร็งจะได้ไม่ปวด และพอเหมือนจะฉีดเสร็จ พยาบาลดึงเข็มออก พร้อมกับขยี๊ขยี้กดบนจุดที่ฉีดซะเรารู้สึกระบมเลย อาจจะเป็นการกดจุดรักษาเพื่อกันเลือดพุ่งกระมัง ด้วยท่าทางอ่อนแรง ไข้ยังคงอยู่ เราก็ถูกพาตัวไปยังห้องถัดไป ห้องรอดูอาการ ไปนอนพัก.. ดีใจมากๆ ที่แลนด์ภูฏาน 3 คนคอยดูแลเราไม่ห่างเลย เรานอนไปบนเตียงคนไข้ ซึ่งเตียงข้างๆ ก็ร้องโอดโอย ไม่รู้โดนอะไรมาอ่านะ นอนพักซักพัก พี่ชายแสนดีก็หอบผ้าห่มผืนใหม่เอี่ยม เค้าบอกว่าไปขอยืมจากบ้านกรรมการบริหารระดับสูงของภูฏานแอร์ไลน์มาให้ เพราะบ้านเพื่อนเค้าอยู่ใกล้โรงพยาบาล เราตอนนั้นได้แต่มอง..พร้อมกับดีใจ ผ้าทั้งนุ่ม อุ่น หอมฟรุ้งฟริ้ง ลายวัว น่ารักดี นอนไปซักพัก เหงื่อเริ่มออก ไข้หายไปทันใด ยาฉีดนี้แรงเสียจริง ได้สติกลับมา สาวไกด์ภูฏานก็นำซุปไก่เทจากกระติกน้ำใส่ชามเซรามิกอย่างดี พร้อมช้อนหนาๆ จากโรงแรมมาให้เราทาน ซดแล้วซดอีกหมดไป 2 ถ้วย อร่อย ฟินน มีความสุขสุดๆ จากนั้นจึงทานยาที่คุณหมอสั่งมาให้ แต่ช้าก่อนซองยาแบบนี้ เขียนแบบนี้ มีจุดกลมๆ (คือ ต้องเห็นภาพจริงๆ ขออภัยที่ไม่ได้นำติดตัวกลับมาเป็นที่ระลึก) มานเป็นซองพลาสติกใสๆ บางๆ ใส่ยาพารามา 10 เม็ด และเขียนด้วยลายมือแบบลายเซ็นว่า Paracetamol พร้อมวงกลมสามวงและเส้นต่อกัน เพื่ออธิบายว่าทานเช้า กลางวัน เย็น นะ ส่วนอีกซองพลาสติก เขียนว่ายาอะไรซักอย่าง เราเองก็อ่านไม่ออก พร้อมจุดกลมๆ 2 จุดห่างกัน หมายความว่า ทานเช้า-เย็นหลังอาหาร (แบบนี้ก็ได้ด้วย โอ๊ะ…) พี่ชายภูฏานไม่รอช้า หยิบช้อนกับฝาแก้วนำยาไปบดแบบละเอียดให้เราทาน (เพราะเราทานยาเม็ดไม่เป็น จึงเป็นภาระเค้าอี๊ก) นอนพักซักแปร้บบบ ก็ขอลุกไปห้องน้ำ ซึ่งอยู่ถัดไปอีกห้องพักหนึ่่ง เป็นห้องน้ำหญิง ส้วมซึมนั่งยองๆ สะอาดดี พอเสร็จก็กลับไปนอนพักต่อ อิ่มแปล้ นอนพักชิวๆ ดูหิมะตกเพลินๆ พอรู้สึกว่าอาการดีขึ้น ไข้เริ่มหายแล้ว จึงขอให้ทางแลนด์ขอคุณหมอให้เราออกจากโรงพยาบาลไปพักผ่อนข้างนอกต่อไป แลนด์ภูฏานที่น่ารักพาเราขึ้นรถและไปเปิดห้องโรงแรม 3 ดาว เราบอกว่าไม่ต้องพาเราไปห้องสวีทที่ชั้น 5 นะ ห้องมันใหญ่มาก แต่ฮีทเตอร์น่าจะทำให้ห้องอุ่นไม่ทันกาล จึงขอเปิดห้อง 2 เตียงชั้น 3 ของรีสอร์ตแทน ได้พักผ่อนยาวๆ เกือบ 3 ชั่วโมง ทันใดนั้นเองก็มีสาวไกด์เข้ามาปลุก บอกว่า ตื่นได้แล้ว ไปกัน เตรียมบินกลับประเทศได้ เพราะเฮดของสายการบินโทรบอกพี่ชายที่ภูฏานว่า บอร์ดดิ้งไทม์แล้วจ้า จากโรงแรมไปสนามบินอีกกว่า 10 กว่านาที หิมะหยุดแล้ว ท้องฟ้ายามเย็นเริ่มเผยออกมา วิวภูฏานเวลานี้สวยจัง เราขอบคุณแลนด์ภูฏานแสนน่ารักและวิเศษที่สุดทุกคน รีบเดินเข้าไปหยิบของยังเลาจ์ชั้ัน 2 พร้อมกับถ่ายภาพที่ระลึกกับสตาฟท์ผู้ดูแล และรีบเดินหอบเข้าของเต็มมือพรุงพรังเดินลงไปยังทางออก ประตูสู่รันเวย์เปิดขึ้น หนาวอีกแล้วสินะ แต่ยังไงก็สู้ต้องเดินให้ไหว เดินเกือบ 400 เมตรไปยังเครื่องบินลำสุดท้ายที่จอดอยู่ รอด้วย..ผู้โดยสารคนสุดท้ายกำลังไปขึ้นเครื่อง

ขอบคุณโชคชะตาและคำขอพร ที่ทำให้ฉันได้เยี่ยมโรงพยาบาลที่ภูฏานอีกครั้ง (ครั้งแรกเมื่อ ตุลาคม ปีที่แล้ว ตอนนั้นได้เข้าไปเยี่ยมคุณแม่ของไกด์ภูฏานที่ป่วยและเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเมืองทิมพู ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งชาติ ผู้คนขวักไขว่มาก แต่เข้าเยี่ยมได้เฉพาะญาติผู้ป่วยที่มีบัตรอนุญาติเท่านั้น ตอนนั้นได้เป็นคนเยี่ยมไข้ ครั้งนี้มาเป็นคนไข้ซะเอง) ดีใจที่ได้แชร์ให้เพื่อนๆ ได้ฟังกัน ขอขอบคุณเพจนี้ ภูฏานทัวร์ในไทย ที่ให้พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้

ภาพวันที่ฉันป่วย เข้าโรงพยาบาลในประเทศภูฏาน

บันทึกแห่งความทรงจำ 18-Dec-2018
Pantip

error: Content is protected !!